เรื่องลิงห้าตัว

เรื่องลิง 5 ตัวนี้ เป็นการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์ของวิชาจิตวิทยาที่ปฏิวัติตัวเอง จากการศึกษาเรื่องจิต มาศึกษาเรื่องพฤติกรรมแทน จัดว่าเป็นการกระโดดข้ามสายวิชาการจากสาขามนุษยศาสตร์ เข้าสู่สาขาวิทยาศาสตร์อย่างมั่นอกมั่นใจ   ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากทีเดียวพอๆ กับ ความน่าแปลกใจที่คนที่ศึกษาวิชาจิตวิทยาไม่น้อยเลยที่ไม่ตระหนักถึงปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าเกิดมีขึ้นมาตั้งนานแล้ว

ทีนี้มาว่ากันเรื่องการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์เรื่องลิง 5 ตัวดีกว่า

กล่าวคือฝรั่งเขาทดลองเอาลิง 5 ตัวมาขังไว้ในห้องหนึ่ง    ตรงกลางห้องมีบันไดตั้งอยู่สูงถึงเพดาน   ที่สุดปลายบันไดนั้นมีกล้วยสุก 1 หวีแขวนอยู่ แต่ถ้าใครไปปีนบันไดเข้าก็จะมีน้ำเย็นเฉียบฉีดกระจายไปเต็มห้องไม่หยุดจนกว่าจะไม่มีใครอยู่บนบันไดนั้น

บรรดาลิง 5 ตัวนั้นได้เรียนรู้เรื่องนี้แบบ “Learning by doing” คือปีนขึ้นไปแล้วก็โดนน้ำเย็นด้วยกันทั้งหมด จนกระทั่งหากเกิดมีลิงตัวไหนหน้ามืด อยากกินกล้วยจะเสี่ยงปีนบันไดขึ้นไปอีก     ลิงอีก 4 ตัวก็ต้องกรูกันเข้าไปขัดขวางและซ้อมลิงตัวที่หน้ามืดเป็นยกใหญ่    เนื่องจากไม่อยากโดนน้ำเย็นให้หนาวสั่นโดยใช่เหตุ

ในที่สุดลิงทั้ง 5 ตัวก็ไม่สนใจที่จะปีนบันไดอีกเลย……เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วฝรั่งก็เอาลิงออกไปตัวหนึ่งแล้วเอาลิงตัวใหม่เข้ามา

เจ้าลิงตัวใหม่นี้เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องแล้วเห็นกล้วยอยู่บนปลายสุดของบันได ก็จัดแจงจะปีนบันได     แต่ก็ถูกลิงรุ่นพี่อีก 4 ตัวรุมลากตัวมา พร้อมกับซ้อมเสียจนเข็ดหลาบไม่กล้าเข้าไปใกล้บันไดอีกต่อไป

คราวนี้ถึงช่วงเวลาที่น่าสนใจมากคือการเอาลิงดั้งเดิมออกจากห้องอีก 1 ตัว    แล้วเอาลิงตัวใหม่เข้ามาไว้แทน   ที่น่าสนใจก็คือเจ้าลิงตัวใหม่ก่อนหน้าลิงตัวใหม่เอี่ยมนี้  จะรวมหัวกับเจ้าลิงตัวใหม่เอี่ยมนี้ปีนบันไดขึ้นไปเอากล้วย หรือว่าจะร่วมมือกับลิงดั้งเดิม 3 ตัวซ้อมเจ้าลิงตัวใหม่เอี่ยม

ผลก็คือ 4 รุม 1

เจ้าลิงตัวใหม่ก่อนหน้านี้โดนแรงกดดันของกลุ่มใหญ่เดิมเข้าร่วมบาทาสามัคคีด้วย ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงต้องรุมซ้อมลิงตัวใหม่เอี่ยมด้วย

หลังจากนั้นก็เอาลิงมาเปลี่ยนทีละตัว จนในที่สุดมีลิง 5 ตัวที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการปีนบันไดเลยอยู่ในห้องทดลองเดียวกันนี้   แต่ไม่มีลิงตัวใดสนใจที่จะปีนบันไดอีกต่อไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงเลยว่าทำไมจึงทิ้งกล้วย [...]

หมาขี้เรื้อน

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคน หนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน 
เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้

เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว 
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง ที่วัดป่าแถวภาคอีสาน 
พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย 
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลาย รูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน 
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด 
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ 
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง

เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย 
ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า

ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา 
 
ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป 
ประ เภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ 
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี 
ว่า ตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น 
ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด 
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู 
นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้ โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง

วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้เก็บขยะ 
ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน 
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคน 
จัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา 
เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย 
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก

อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้ 
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ 
สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น 
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง 
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า 
 
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ 
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย 
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อย 
ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน 
อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา 
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง 
ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่ง จากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ

เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่
เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน 
คันไปทั้งตัว [...]

2012 วันสิ้นโลก

พิธีกรผู้ดำเนินรายการ ( แทนคุณ จิตอิสระ) ได้ถามคำถามแก่พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ถามว่า มีข่าวว่าปี 2012 น้ำจะท่วมโลก ท่านอาจารย์ จะให้พวกเราทำอย่างไร

ท่านอาจารย์ตอบว่ามันก็มีข่าวมาหลายครั้งก็ไม่ห็นเป็นจริงซักครั้ง แต่ถ้าหากเป็นจริงพวกเราก็ตายไง เพราะอย่างไรก็ต้องตายกันทุกคน ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ตายหมดอาจจะตายไม่พร้อมกันเท่านั้นเอง แล้วท่านก็บอกว่า ก็ให้ “หัดตาย ทุกวัน” คิดซิว่าถ้าพรุ่งนี้ตาย จะมีความดีพอจะเอาไปเป็นต้นทุนได้หรือยัง ถ้ายังก็ให้เริ่มทำดีได้แล้ว ให้คิดดีพูดดีทำดีแล้วถึงเวลาตายจริงๆ เราก็สบายเพราะหัดตายมาทุกวันแล้ว [...]